คํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษี สำหรับ SMEs ฉบับเข้าใจง่าย

คํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษี สำหรับ SMEs ฉบับเข้าใจง่าย

สำหรับเหล่าบรรดาเจ้าของบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจทั้งหลาย แน่นอนล่ะว่า ทุกๆ ที่ก็ต้องมีฝ่ายบัญชีหรือนักบัญชีไว้คิดคำนวณด้านการตรวจสอบบัญชีและไว้คำนวณในด้านผลกำไร ขาดทุนของบริษัทไว้ทุกๆ ที่ ซึ่งสำหรับการคิดผลกำไรสุทธินั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ต่างให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางของธุรกิจของตัวเองได้แล้วนั้น ยังสามารถบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรสุทธิของกิจการได้อีกด้วยเช่นกัน ถึงการวิเคราะห์อัตรากำไรสุทธิของบริษัทมีหลักการยังไงบ้างนั้น เราไปดูกัน

การวิเคราะห์อัตรากำไรสุทธิของค่าที่คำนวนได้

กำไรสุทธิ เกิดจาก การนำรายได้รวม มาลบกับค่าใช้จ่ายรวม
– ค่าที่คำนวณออกมาสูง จะแสดงถึงความสามารถของการดำเนินงานและแสดงว่าการประกอบธุรกิจสามารถทำกำไรได้ดี – ค่าที่คำนวณได้ต่ำ จะแสดงว่าอาจจะมีการเกิดปัญหาในการดำเนินกิจการ เช่น ไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ หรือในอุตสาหกรรมที่เราประกอบธุรกิจอยู่มีคู่แข่งมากจึงไม่สามารถเพิ่มราคาของผลิตภัณฑ์ได้ทำให้ไม่ได้กำไรตามที่ตั้งไว้

รายได้ คืออะไร
รายได้ก็คือ มูลค่าของสิ่งที่ได้รับตอบแทนจากการทำกิจการหรือการให้บริการ ทั้งนี้ ไม่รวมไปถึงเงินทุนที่ทางเจ้าของเงินเป็นผู้ลงทุนไปนั่นเอง

รายได้ที่นำมาใช้ในการคำนวณคิดภาษีนั้น มีรายได้จากส่วนใดบ้าง

1. รายได้จากการขายสินค้า
– ได้โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญให้กับผู้ซื้อแล้ว
– สามารถวัดมูลค่าของจำนวนรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ
– มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของรายการบัญชีนั้น
– สามารถวัดมูลค่าของต้นทุนที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้นได้ อันเนื่องมาจากรายการบัญชีนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

2. รายได้จากการให้บริการ

เป็นรายได้จากการให้บริการ
– โดยสามารถวัดมูลค่าของจำนวนรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ
– มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของรายการบัญชีนั้น
– สามารถวัดขั้นความสำเร็จของรายการบัญชี ณ วันที่ในงบการเงินได้อย่างน่าเชื่อถือ
– สามารถวัดมูลค่าของต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ

3. รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ การขายที่ดิน ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และการขายอาคารชุด
– รับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ (PAEs)
– รับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
– รับรู้รายได้ตามเงินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ

ทั้งนี้ หากมีการรับเงินจองหรือเงินมัดจำจากลูกค้าเพิ่มมา ต้องบันทึกเป็นหนี้สินและถือเป็นรายได้เมื่อรายการนั้นได้เข้าข่ายการบันทึกว่าเป็นรายได้

4. รายได้ตามสัญญาก่อสร้าง

– เจ้าของธุรกิจต้องสามารถประมาณการต้นทุนการก่อสร้างได้ทั้งหมดและประมาณการผลงานที่ก่อสร้างไปแล้วได้อย่างน่าเชื่อถือด้วยเช่นเดียวกัน
– หากทำประมาณการต้นทุนจนงานเสร็จแล้วพบว่างานก่อสร้างตามสัญญานั้น มีผลขาดทุนต้องรับรู้ขาดทุนทันทีในปีที่ทราบ

5. รายได้จากการขายผ่อนชำระ

– มีการรับรู้รายได้จากการขาย ณ วันที่เกิดรายการ
– รายได้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนในส่วนของเจ้าของไปแล้ว
– รับรู้เฉพาะรายได้จากการขายที่ไม่รวมดอกเบี้ย ซึ่งการวัดมูลค่าของยอดนี้มาจากการคิดลดลูกหนี้ค่างวดด้วยอัตราที่กำหนด ส่วนรายได้ดอกเบี้ยนั้นให้รับรู้ตามสัดส่วนเวลาตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง

6. รายได้จากการให้เช่าซื้อ

– กำไรจากการขายซึ่งคิดจากราคาขายเป็นเงินสดหักด้วยต้นทุนของสินทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ
– ดอกผลจากการให้เช่าซื้อให้รับรู้เป็นงวดๆ โดยใช้วิธีตารางเงินรายปี ถ้าหากไม่ได้รับชำระเงินตามงวด ต้องหยุดการรับรู้รายได้ไว้ก่อน

7. รายได้จากสัญญาเช่าระยะยาว

– สัญญาเช่าการเงิน คือ สัญญาเช่าที่ทำให้เกิดการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดให้แก่ผู้เช่าไม่ว่าในที่สุดการโอนกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
– สัญญาเช่าดำเนินงาน คือ สัญญาเช่าที่ไม่ใช่สัญญาเช่าการเงิน

8. รายได้ดอกเบี้ย

– รายได้จะพิจารณาเมื่อได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
– สามารถวัดมูลค่าของดอกเบี้ยได้อย่างน่าเชื่อถือ
– คำนวณตามสัดส่วนของเวลาโดยคำนึงถึงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของทรัพย์สิน

9. รายได้เงินปันผล

– จะคิดเป็นรายได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล ซึ่งควรเป็นวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติให้มีการประกาศจ่าย เพราะถือว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่แล้ว
– แต่ถ้าได้เงินปันผลเป็นหุ้นปันผล ตามหลักการบัญชีจะยังไม่รับรู้เป็นรายได้ทันที แต่ให้นำหุ้นที่ได้รับมาเฉลี่ยกับหุ้นเดิมที่ถืออยู่เพื่อคำนวณหาราคาต่อหน่วยใหม่

10. การวัดมูลค่า

สำหรับการวัดมูลค่า คิดดังนี้

สมมติว่าบริษัท A ขายสินค้าให้กับบริษัท B ในราคา 10,000 บาท โดยในวันที่ขาย ให้บริษัท B ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดไม่มีดอกเบี้ย อายุ 3 ปี มูลค่าหน้าตั๋วเท่ากับ 10,000 บาท ให้กับบริษัท A และสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเท่ากับ 9%
มูลค่าปัจจุบันของตั๋วเงินรับ = 10,000 * PVIF 9%, 3 ปี = 10,000 * 0.77218 = 7,721.80 บาท ดังนั้นบริษัท A จะบันทึกรายได้จากการขายเท่ากับ 7,721.80 บาทนั่นเอง

ดังนั้น การคำนวณกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ต้องทำตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อจะคิดคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีจึงต้องปรับปรุงยอดตามบัญชีให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรก่อน จึงจะนำกำไรที่ได้ปรับปรุงให้เป็นไปตามที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลนั่นเอง

ติดต่อเรา

@accountpro line qr code

LINE ID : @accountpro

สาขารัชดา (สำนักงานใหญ่): 

129/1 อาคารรัชดาออร์คิด ซอยหัสดีเสวี ถนนสุทธิสาร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

ให้เราติดต่อกลับ

Copyright © 2020 Accountpro plus Co., Ltd. All rights reserved.